มาทำความรู้จักกับ”ชา”ชนิดต่างๆกัน

     ตั้งแต่เล็กจนโต  เวลาฤดูหนาวมาถึงทีไรที่บ้านผมมักจะชงชาจีนไว้เสมอ ไปตามซูเปอร์มาเก็ตของก็จะเจอพวกชาฝรั่ง(หรือที่เราคุ้นหุกันในชื่อ “ชาลิปตัน”) ซึ่งจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์  จนกระทั้งไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองไทยได้รับเอา “ชาเขียว”เข้ามาเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยม ที่ปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อ อาทิ “โออิชิ” เจ้าตำรับชาเขียว, “อิชิตัน” ชาเขียวออร์แกนิคของคุณตัน และอีกมากมายหลายยี่ห้อ แถมหาซื้อได้ง่ายชนิดที่ว่ามีวางขายทุกร้านโชว์ห่วยตามหมู่บ้านเลยก็ว่าได้  ครั้งพอลองถามดูว่า ชาที่ดื่มเข้าไปนั้นได้ประโยชน์อะไรบ้าง คนที่ถูกถามก็ตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกันพี่ เห็นเค้าว่ามันต้านอนุมูลอิสระเนี่ยแหละ  ว่าแต่ว่าไอ้อนุมูลอิสระนี่มันคืออะไรพี่” เฮ้อ……..วันนี้ผมเลยลองหยิบยกเรื่องราวของ”ชา”มาให้อ่านกันสักครั้งครับ

 Black asian teapot with mint tea

ทำความรู้จักเกี่ยวกับชา

ชา เป็นผลผลิตทางเกษตรกรรมจากใบ ยอดอ่อน และก้าน ของต้นชา (Camellia sinensis) นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปหลากหลาย “ชา” ยังหมายรวมถึงเครื่องดื่มกลิ่น หอม ที่ทำจากพืชตากแห้งชนิดต่างๆ นำมาชงหรือต้มกับน้ำร้อน นอกจากนี้ ชา ยังเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำเปล่า

ชา สามารถแยกอย่างง่ายๆ ได้ 6 ประเภท ได้แก่ ชาขาว ชาเหลือง ชาเขียว ชาอูหลง ชาดำ และชาผูเอ่อร์ แต่ที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่ ชาขาว ชาเขียว ชาอูหลง และชาดำ ซึ่งชาทุกชนิดสามารถทำได้จากต้นชาต้นเดียวกัน แต่ผ่านกรรมวิธีแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม ชาขาวคุณภาพดี ต้องปลูกโดยวิธีพิเศษ ส่วนชาผูเอ่อร์ ซึ่งเป็นชาที่ได้รับการหมักบ่ม ยังใช้เป็นยาได้ด้วย

คำว่า “ชาสมุนไพร” นั้น หมายถึง น้ำที่ชงจากสมุนไพร ใบไม้ ดอกไม้ หรือผลไม้ ของพืชอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนผสมจากต้นชา ส่วนคำว่า “ชาแดง” นั้น หมายถึง น้ำที่ชงจากชาดำ (ใช้เรียกกันในเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นต้น) และน้ำที่ชงจากต้นรอยบอส (Rooibos) ของประเทศแอฟริกาใต้

ในประเทศไทย เครื่องดื่มชาที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ชาไทย ชานม ชามะนาว ชาไข่มุก และชาเขียว

004

การจัดประเภทและการแปรรูป

ชา ถูกจัดประเภทตามกระบวนการแปรรูป หลังจากการเก็บเกี่ยว ใบของต้นชาจะถูกทิ้งให้สลด และ “บ่ม” โดย ทำให้เอนไซม์ในใบชาเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนในอากาศ ใบชาจะมีสีเข้มขึ้น คลอโรฟิลล์ในใบชาจะแตกตัว กลายเป็นสารแทนนินที่ให้รสฝาด ต่อจากนั้น ต้องหยุดการทำงานของเอนไซม์ โดยใช้ความร้อน เพื่อให้หยุดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยในชาดำ กระบวนการนี้จะดำเนินคู่กันไปกับการทำให้แห้ง

หากไม่ระมัดระวังในการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิระหว่างกระบวนการผลิต ใบชาอาจขึ้นรา เกิดปฏิกิริยาสร้างสารพิษที่อาจเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นได้ ทำให้รสชาติเสียไป และอันตรายต่อการบริโภค

ชา สามารถจัดประเภทตามกระบวนการแปรรูปต่างๆ ได้ดังนี้ต่อไปนี้

  • ชาขาว: ตูมชาและยอดอ่อนชาที่ถูกทิ้งให้สลด แต่ไม่ได้บ่ม เมื่อชงชาแล้วจะได้ครื่องดื่มที่มีสีเหลืองอ่อน
  • ชาเหลือง: ใบชาที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้สลด และไม่ได้บ่ม แต่ทิ้งใบชาให้เป็นสีเหลือง
  • ชาเขียว: ใบชาที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้สลดและไม่ได้บ่ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีเขียวอ่อน
  • ชาแดง: ใบของชาเขียวที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชั่นหรือการหมัก จนได้เป็นใบชาสีเข้ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีน้ำตาลแดง
  • ชาอูหลง: ใบชาที่ทิ้งให้สลด นวด และบ่มเล็กน้อย เครื่องดื่มที่ได้จะมีสีเขียวทอง
  • ชาดำ: ใบชาที่ทิ้งให้สลด (อาจมีการนวดอย่างแรง) และผ่านการบ่มเต็มกระบวนการ เครื่องดื่มที่ได้มีสีแดงเข้มจนถึงสีดำ
  • ชาหมัก: ชาเขียวที่ผ่านกระบวนการหมักนานนับปี

อ่านเพิ่มเติม

มารู้จักวิสกี้ของ Jonnie Walker กันครับ

image

เริ่มต้นด้วย  Johnnie Walker Red Label

นี่คือวิสกี้ที่ขายดีที่สุดในโลก และเป็นวิสกี้ระดับแสตนดาร์ดแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย
วันนี้ มาทำความรู้จัก Red Label กันให้มากขึ้นกันดีกว่าครับ

Red Label หรือในอดีตชื่อ JW Special Old Highland (เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Red Label ในปี 1909)
เป็นวิสกี้ตระกูล JW ชนิดเดียว ที่ไม่ได้เป็น Scoth Whisky แท้ 100% หากแต่ว่า
JW เน้นไปที่รสชาดของวิสกี้ ที่สามารถปรับให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์
มีทั้งความหวาน ความนุ่ม และความเผ็ดร้อนในเวลาเดียวกัน

Red Label เป็น Blended Whisky ที่ผ่านการผสมมาจาก Malt และ Blended Whisky 35 ชนิด
เป็น JW หนึ่งในไม่กี่ชนิด ที่ผลิตออกมาในขนาดที่แตกต่างกันออกไป
แต่ทุกขวดจะมีลักษณะเหมือนกันคือ ขวดทรงสี่เหลี่ยม และ ฉลากสีแดงขอบทอง

สัญลักษณ์เด่นอีกอย่างคือ ไสตรดิ้งแมน หรือกล่องของ Red Label
ที่สามารถนำมาเรียงต่อกันกลายเป็นฉลาก Red Label ขนาดใหญ่ได้

ข้อแนะนำในการดื่ม Red Label
สำหรับการดื่ม Red Label นั้น ไม่มีวิธีการดื่มทีแนะนำตายตัวมาจาก JW
สามารถดื่มผสมกับอะไรก็ได้ กินเพียวก็ได้ หรือจะนำไปทำค๊อกเทลก็ยังได้
บวกด้วยเรื่องของราคา ทำให้ Red Label เป็นเหล้าที่ขายดีที่สุดในปัจจุบัน

 

image

ต่อด้วย Johnnie Walker Black Label

นี่คือวิสกี้ที่ JW ยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของวิสกี้ตระกูล JW ทั้งหมด
Johnnie Walker Black Label เป็น Blended Whisky อายุ 12 ปี
เป็นวิสกี้ Johnnie Walker ที่เก่าแก่ที่สุด โดยวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1865
ในชื่อของ Walker’s Old Highland ก่อนจะมาใช้ชื่อ Extra Special Old Highland ในปี 1906 – 1908
และสุดท้ายในปี 1909 ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Black Label จนถึงทุกวันนี้

ลักษณะเด่นของ Black คือกลิ่นหอม รมควันถ่านพีท กลิ่นขิงวานิลลา และกลิ่นผลไม่อย่างลูกแพร และแอปเปิ้ล
และส่วนผสมจาก เกรนและมอลท์ วิสกี้กว่า 40 ชนิด ผสมผสานออกมาเป็น JW Black Label ในปัจจุบัน

วิธีการดื่ม JW Black Label ที่ดีที่สุด จำกันเอาไว้นะครับ
Black จะต้องดื่มโดยผสมกับน้ำและน้ำแข็ง เพื่อที่จะทำให้ได้กลิ่นของบุหรี่แห้ง
กลิ่นของวานิลลา และกลิ่นของผลไม้ ที่จะอบอวลขึ้นมาหลังจากได้สัมผัสกับน้ำ
การผสมน้ำจะทำให้ได้รสของวิสกี้ที่ Strong ขึ้น (ภาษาไทยน่าจะเป็นคำว่า เข้มขึ้นครับ)

image

ตามมาด้วย Johnnie Walker Green Label

รู้หรือไม่ว่า Green Label เป็น Rare Whisky ราคาถูก ที่หาซื้อได้เพียงในบางประเทศเท่านั้น
ถ้าไม่รู้ ลองอ่านดูครับ มีเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ Green Label อีกเยอะ

JW Green Label หรือ ในอดีตที่เราคุ้นเคยในชื่อของ JW Pure Malt
เป็นวิสกี้น้องใหม่ที่สุดในบรรดา 5 Label ทั้งหมด
ความพิเศษของวิสกี้ที่หมักบ่มนาน 15 ปีชนิดนี้ อยู่ตรงที่
Green Label เป็นวิสกี้ชนิดเดียวที่มีเพียงส่วนผสมของ Malt Whisky
โดยไม่มี Grained Whsiky ผสมอยู่เลย แถมส่วนผสมวิสกี้ทั้ง 15 ชนิด
ที่นำมา Blended จนกลายเป็น Green Label นั้น
มาจากแหล่งกำเนิด Whisky ชั้นดีของสก๊อตแลนด์คือ Talisker, Cragganmore, Linkwood, และ Caol Ila
จนกลายเป็น Pure Malt Green Label ในปัจจุบัน

วิธีการดื่ม Green Label ให้ได้รสชาติมากที่สุด จำไว้นะครับ
ให้กินในแบบของ On the Rock ด้วยการริน Green Label ลงในแก้วพอประมาณก่อน
หลังจากชิมและรับกลิ่นรมควันจางๆและไอทะเล กลิ่นถังเชอรรี่ รวมถึงผลไม้ชนิดต่างๆ
เช่น แอพพริคอท ผิวส้ม พีช บวกกับกลิ่นเปลือกไม้ป่า และหญ้าอ่อน
หลังจากนั้นจึงใส่น้ำแข็งตามไป 1 – 2 ก้อน จะได้เห็นน้ำมันของวิสกี้ Fusil Oil
และจะได้รับกลิ่นที่หอมเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เมื่อวิสกี้ได้สัมผัสความเย็น

Green Label มีเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อดื่มแล้วรสชาติจะแตกต่างกันทุกครั้ง
จากส่วนผสมต่างๆของ Pure Malt ทั้ง 15 ชนิดนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม