หนีงานไปเที่ยว @สังขละบุรี

001

ทริปเล็กๆ แต่จัดหนัก
ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,300 บาท (อาหาร 4 มื้อ)

ผู้ร่วมเดินทาง
– พี่ปิ๊ด หัวหน้าคณะ
– พี่บัว แอบหนีลูกมาเที่ยว
– พี่จันทร์ นี่ก็หนีสามีมาเที่ยวอีกราย
– พี่เครือ
– พี่นิ
– พี่ตาล
– พี่นุ่น
– อาร์ต
– หญิง
– น้องปิง
– น้องอาร์ม

รวมทั้งหมด 11 ชีวิต ที่ฝากชีวิตกับพี่เอก โชเฟอร์รถตู้ ชยุตแวน ให้พาเราเดินทางสู่จุดหมาย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี (ใช้เวลาเดินทางกว่า 5 ชั่วโมง กว่าจะถึงจุดหมาย)

IMG_9494
3 ธ.ค. 54
พวกเรารวมตัวกันหน้าออฟฟิศในเวลา 13.00 น. เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง สังเกตเลยว่าสาวๆแต่ละคนถือกระเป๋าไปไม่ต่ำกว่าคนละ 2 กระเป๋า แถมยังพ่วงผ้าห่มไปด้วยอีกต่างหาก (ตอนแรกเกือบจะเอาถุงนอนไปด้วยแล้วแหละ)
กว่าจะถึงที่หมายนี่เวลาแวะปั๊มน้ำมันต้องมีขนมติดไม้ติดมือไปด้วยเสมอสินะ = =”
กว่าจะถึงที่พัก P.Guest House (Country Resort) ก็เป็นเวลาประมาณ 6 โมงเย็นนิดๆ พระอาทิตย์ลับขอบภูเขาไปแล้วเหลือเพียงแต่แสงสุดท้าย ที่พอให้มองเห็นบรรยากาศของรีสอร์ทโดยรวมได้ ลักษณะรีสอร์ทนี้จะเป็นเหมือนกับพื้นที่สโลปลงไปยังแม่น้ำ โดยมีจุดพักเป็นช่วงๆให้มีพื้นที่ในการกางเต็นท์ได้ประมาณ 2 เต้นท์

 IMG_8998

ด้านซ้ายจะเป็นห้องพักพัดลม รายเรียงกัน ด้านในเป็นกระท่อมประดับด้วยหิน มีสองตียงนอน ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมแยกชายหญิงอยู่ด้านหลัง ฝักบัวน้ำแรงสะใจดีจริงๆครับ
หลังจากเก็บของเสร็จแล้วเราก็มารวมตัวกันเพื่อขึ้นรถไปทานอาหารในตลาด ซึ่งก็พอมีนักท่องเที่ยวบ้าง แต่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับเมืองชายแดนอื่นๆ ซี่งคงเป็นเพราะเส้นที่ทางลึกและไม่มีทางตัดไปอำเภออื่นด้วยครับ จึงเป็นอำเภอสำหรับคนที่ต้องการมาเที่ยวที่แห่งนี้จริงๆ
ทานข้าวเสร็จ ก้ซื้อน้ำและขนมกลับที่พัก ไปอาศัยโต๊ะอาหารของทางร้านในการนั่งดื่มรับลมเย็นๆ บรรยากาศดีๆ โต๊ะหินนี่เป็นโต๊ะที่ทำจากหินขัดเชื่อมติดกับพื้นระเบียงที่ยาวกว่า 10 เมตร (ด้านล่างเป็นที่พัก) โดยสาวๆบางกลุ่มแยกตัวไปนั่งดูณเดชย์ที่มุมทีวีของทางรีสอร์ทเขา ก็เหลือคนที่นั่งอยู่คือ อาร์ต พี่นิ น้องปิง และน้องอาร์ม (เห็นน้องเค้ามาทำงานตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้คุยกันเลย) ก็เลยได้ทำความรู้จักกัน น้องๆเค้าเป็นกันเองดีครับ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อลุยงานหนักวันรุ่งขึ้นครับ (พี่นินอนกรนเสียงดังทะลุไปถึงข้างนอกเลยทีเดียว ร้องไห้)

IMG_4148
4 ธ.ค. 54
05.30 น. ต้องตื่นแล้ว เพราะวันนี้มีงานหนัก (พี่ปิ๊ดนัดเจอกัน 7 โมงเช้าที่โต๊ะอาหาร) กว่าจะทำอะไรเรียบร้อยก็ประมาณ 6 โมงครึ่งเหลือเวลาชมรีสอร์ทนิดหน่อย พวกสาวๆก็มาพร้อมกันเพื่อถ่ายภาพ(วัตถุประสงค์หลักของสาวๆเค้าแหละ) เลยได้มีโอกาสติดกล้องนิดหน่อย อิอิ

IMG_4159
07.00 น. อาหารเช้าแต่ละคนถูกจัดเตรียมเรียบร้อยบนโต๊ะอาหารแล้วครับ หลักๆก็มี ข้าวต้มปลา ข้าวผัดแหนม และข้าวผัดกระเพรา ราคาต่อจานประมาณ 50-60 บาท (รสชาติข้าวผัดกระเพราค่อนข้างแห้งคล้ายๆ EzyGo เลยทีเดียวครับ)

IMG_4174

หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็เตรียมตัวไปลงเรือหางยาวเพื่อไปชมวิหารใต้น้ำ 1 ใน Unseen in Thailand ครับ (แนะนำว่าอย่าเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ไปด้วยนะครับ โอกาสเปียกโชกมีสูงมาก ผมพิสูจน์มาแล้ว) โชคดีที่ทริปนี้มีกล้องของน้องปิง (Canon EOS 450D – DSLR Lens Kit) กับของพี่ปิ๊ด (Canon G12) ไปเป็นอุปกรณ์ช่วยบันทึกความทรงจำให้เราครับ เลยพอได้รูปมาดูกันบ้าง

IMG_4187

นั่งเรือประมาณ 15 – 20 นาทีเราก็มาถึงจุดชมวิหารจมน้ำแต่น่าเสียดายวันที่เรามายังเป็นช่วงที่อ่าง เก็บน้ำมีน้ำมากอยู่จึงทำให้เราเห็นส่วนยอดที่โผล่พ้นน้ำมานิดเดียว (แนะนำว่าอยากทัวร์แบบ Unseen จริงต้องใส่ชุดประดาน้ำดำลงไปดูครับ)

IMG_4256

หลังจากดูจุดนั้นเสร็จแทนที่เราจะกลับ เราก็เลยขึ้นไปอีกประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุด ขี่ช้าง เพื่อไปล่องแพครับ โดยจุดที่ขึ้นนี้เป็นปลายแม่น้ำที่มีชื่อภาษากะเหรี่ยงครับ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) ปางช้างที่นี่เป็นปางช้างของพวกชาวกะเหรี่ยงครับ ถือว่าเป็นการมาขี่ช้างสัมผัสธรรมชาติแบบแท้ๆไม่มีการปรุงแต่งเหมือนอย่าง สวนอนุรักษ์ช้างไทยที่ลำปางครับ และถึงแม้ไม่มีเข็มขัดนิรภัยแต่ควาญช้างบังคับช้างได้นิ่งมากครับ แถมพี่สักคนขับเรือชาวกะเหรี่ยงยังอาสามาเป็นช่างภาพให้เราด้วยอีกต่างหาก (ขอบอกเลยว่ารูปแต่ละรูปที่พี่สักถ่ายมาสวยทุกรูปครับ สมแล้วกับฝีมือที่สั่งสมมานานกว่า 17 ปี ข้าน้อยขอชาบู ชาบู)

IMG_4294

การขึ้นขี่ช้างนี่ก็จะนั่งกันเป็นคู่ครับพอดีช่วงที่มามีอีกคณะนึงมาด้วย เลยดูเป็นขบวนที่ค่อนข้างยาวสักหน่อย โดยอาร์ตเองได้นั่งคู่กับพี่นุ่นครับก็รวมๆน้ำหนักกันประมาณ 125 กก. ถ้านั่งกะพี่นินี่ สงสารช้างครับ T^T เราใช้เวลาบนหลังช้างประมาณ 30 นาที มีช่วงที่น้องช้างต้องลงน้ำด้วยหลายช่วงเหมือนกัน (เพิ่งมารู้ว่าช้างที่นั่งนี่ขับเคลื่อนสี่เท้าได้นิ่มมาก จากที่พวกพี่ๆบอกมานี่แหละครับ)

IMG_4313IMG_4335

ระหว่างทางเราจะมองเห็นไร่มันสำปะหลังที่ชาวบ้านปลูกไว้ พวกช้างนี่ถ้าหิวก้ถอนต้นข้างทางมากินกันเลยทีเดียว พอสิ้นสุดระยะก็จะเป็นจุดที่เค้าให้แวะพักทานข้าวเอาแรงก่อนจะไปลุยกันต่อ กับการถ่อแพครับ อาหารจะเป็นข้าวผัดไข่ คนละถุง กับน้ำดื่มคนละขวด (ข้าวผัดไข่อร่อยมาก-เก็บไว้มากินตอนนั่งเรือกลับ) แถมยังมีสัปปะรดจากในไร่มาปลอกให้กินกับแบบสดๆ หวานฉ่ำด้วยครับ พอพักกันเกือบ 20 นาที (มีเวลาถ่ายรูปเยอะแยะเลย)

IMG_9150

เราก็ต้องเดินลุยน้ำไปอีกประมาณ 3 ช่วงเพื่อขึ้นแพครับ (กระแสน้ำแรงมาก แถมต้องเป็นหลักให้น้องๆพี่ๆได้เกาะพักพิงอีกต่างหาก ถ้าไม่มีใครนี่กะจะปล่อยตัวตามกระแสน้ำไปแล้วเชียว อิอิ)

IMG_4480

พอมาถึงจุดลงแพจะเป็นแพไม้ไผ่ครับ แต่ละลำยาวเกือบ 4 – 5 เมตร อยู่ได้ประมาณ 3 คน/แพ (คนถ่อแพ 1 คน + แขก 2 คนครับ) เวลายืนนี่จะมีด้วยกัน 3 จุด คือ หัว กลาง ท้าย โดยคนท้ายจะเหมือนเป็นหางเสือคอยควบคุมทิศทางของแพครับ เราโชคดีที่ได้คุณลุง “อาอู๋” มาเป็นนายท้ายให้เราครับ ดูท่าคุณลุงน่าจะอายุเกือบ 60 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรงอยู่เลย วันนึงพวกคุณลุงและช้างจะต้องทำหน้าที่รับนักท่องเที่ยวประมาณวันละ 4 เที่ยวครับ (เช้า 2 บ่าย 2 เที่ยวๆสุดท้ายประมาณ 4 โมงเย็น) ระยะทางล่องแพประมาณ 3 กิโลเมตรครับ มีโค้งบ้าง ทางตรงบ้าง แต่ไม่อันตรายเท่าไร เนื่องจากไม่มีโขดหินน่ากลัว และกระแสน้ำเชี่ยวครับ น้ำใสมากๆๆๆๆๆๆ อากาศก็ดี จนน่าไปกางเต็นท์นอนซะจริงๆ พอล่องมาเสร็จเป็นเวลาเกือบ 11 โมงกว่าๆแล้วเราก็รวมตัวกันที่เรือแล้วระหว่างนั้นก็ทานข้าวเคล้าน้ำที่ถูก พัดขึ้นมากระทบร่างกายจนเปียกปอนพอๆกับวันที่เล่นสงกรานต์กันเลยทีเดียว

IMG_4497
12.00 น. หลังจากกลับมาถึงพี่ปิ๊ดให้เวลาราว 1 ชั่วโมงในการพักผ่อนตาอัธยาศัย (อาบน้ำ) แอบงีบได้นิดนึงก่อนมาพร้อมกันหน้ารีสอร์ทเวลาบ่ายโมงตรง เพื่อเดินทางไปหาร้านทานข้าวเที่ยงกัน (พี่เจ้าของรีสอร์ทแนะนำมาว่าให้ไปทานที่ร้านอาหารมือทอง อยู่เลยตรงสะพานข้ามแม่น้ำซองกาเรีย พอถึงแล้วเลี้ยวขวาตรงไปจนเกือบสุดจะเจอร้านอาหารชื่อ สวนอาหารมือทองอยู่) เป็นร้านที่อยู่ติดแม้น้ำซองกาเรีย บางส่วนจะเป็นแพยื่นไปบนน้ำ (นั่งได้ไม่เกิน 6 คน )และถ้ามากกว่านั้นแนะนำนั่งโต๊ะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยครับ แม่น้ำช่วงนี้น้ำไม่มากนัก นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำได้ มีล่องแพ และเรือถีบให้เล่นด้วย ส่วนอาหารก็อร่อยดีครับ ราคาไม่แพงมากด้วย ตกคนละประมาณร้อยกว่าบาทเอง อาหารแนะนำเป็นปลาสร้อยแดดเดียวทอดกรอบครับ (ถือว่าเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เลยเหมือนกัน) หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดต่อไปแล้วครับ Next Station ของเราคือด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งไหนๆมาถึงนี่แล้วต้องลองข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าดูครับ โดยนักท่องเที่ยวนิยมไปคือ วัดเสาร้อยต้น ครับเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพม่าซึ่งต่างจากบ้านเรา (ในลำปางสามารถหาชมได้จากวัดศรีบุญเรืองครับ) ด้านล่างนี่จะเป็นห้องโถงที่มีเสาไม้กว่าร้อยต้นเลยทีเดียว ด้านบนมีพระพุทธรูปให้นักท่องเที่ยวกราบไหว้บูชาอยู่พอกราบพระเสร็จก็กราบขอ พรหลวงพ่อเพื่อความเป็นศิริมงคล เลยได้สร้อยประคำสีน้ำตาลเข็มกับสายรัดข้อมือเป็นเครื่องรางด้วยครับ หลังจากกราบลาหลวงพ่อแล้ว ยังมอีกหลายจุดให้เราได้ถ่ายรูปบ้างว่ามาถึงพม่าแล้ว (กะควายมันยังถ่าย –*-)

IMG_4552
สำหรับประเทศพม่าที่ได้มาสัมผัสนี่เหมือนมองย้อนกลับไปในชนบทของบ้านเราราว 20 – 30 ปีที่แล้ว ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย ดีแล้วที่ได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มบรมโพธิสมภารในราชอาณาจักรไทย

IMG_4616
กลับมาจากฝั่งโน้นถึงฝั่งเราไปสักการะด่านเจดีย์สามองค์ (ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะมาเลยนะเนี่ย) ของฝากที่นี่ส่วนมากเป็นไม้ (เห็นจนเบื่อล่ะ แถวเหนือนี่เกลื่อนมากเลย) กำไรหยก อะไรประมาณนี้ไม่ค่อยแปลกเท่าไร เลยได้ของฝากเป็นโปสการ์ดไว้ส่งหาตัวเอง กับคุณแม่คนละแผ่น แล้วก็ Magnet เอาไว้แปะตู้เย็นที่บ้าน

IMG_4634

จากนั้นไปนมัสการสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ ณ วัดวังวิเวการาม ที่เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบมอญ สวยแปลกตากว่าที่เคยเห็นจากที่ไหน เสี่ยงเซียมซีได้หมายเลข 5 พอไปเปิดในตู้ดันหมดซะ ทั้งๆที่ข้างๆเหลือเพียบ สงสัยคนได้ใบนี้จะโชคดีมาก เลยเอากลับกันหมดไม่เหลือให้เราได้อ่านเลยทีเดียว แง๊ๆ

IMG_4646
หลังจากไหว้พระเสร็จแล้วมาทานข้าวกันที่ร้านอาหารซองกาเรียครับ อยู่นอกเมืองนิดนึง เป็นร้านอาหารค่อนข้างขึ้นชื่อเหมือนกัน มื้อนี้เน้นปลาครับ ทั้งต้มยำปลาคัง ผัดขี้เมาปลา ฉู่ฉี่ปลา ยำสาวมอญ ผัดผักกูด และสุดท้ายไข่เจียวหมูสับให้พี่จันทร์ผู้ไม่กินปลา หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วก็กลับที่พักแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยความอ่อนล้าที่ สะสมมาทั้งวัน (เหนื่อยจนไมเกรนขึ้นเลยทีเดียว T^T)

IMG_4656

วันที่ 5 ธ.ค. 54
ตามแผนเดิมวันนี้คือไปใส่บาตรรกันก่อนค่อยกลับมาเช็คเอาท์ แต่พอดีเปลี่ยนแผนกันเลยเช็คเอาท์ออกจากที่นี่ 7 โมง ไปยังสะพานมอญ (เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก )

IMG_4666

พอดีช่วงที่ไปนี่พระกลับวัดแล้วเลยอดใส่บาตรกัน (T^T) ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แล้วอย่าลืมแวะชิม ขนมจีนมอญ ที่นี่จะทานกับน้ำยาหยวกกล้วย(อร่อยมาก แนะนำเลย)

IMG_4671

จากนั้นก็ไปยังเจดีพุทธคยา(ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยมาก)เป็นเจดีย์ที่ลอกแบบมา จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย (ปกติในไทยจะเห็นเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนสีขาว) มีสีทองอร่าม มองแล้วขนลุกนะ

IMG_4739

เมื่อนมัสการเสร็จก็ออกเดินทางกลับ มุ่งหน้าสู่ อ.ลาดหญ้า จุดหมายถัดไปคือร้าน ซุ่ยเฮ็ง เป็นร้าผัดไทไร้เส้นของขึ้นชื่อที่นี่(แต่สั่งเส้นเล็กมา กลัวทานไม่อิ่ม) หอยจ้อ ทอดมัน ตบท้ายด้วยกระเพาะปลาแท้ๆอีกคนละถ้วยเล็กๆ เช็คบิลมา 1,350 บาท ……เอิ่ม กินกันอลังการงานสร้างอีกแล้ว = =” ทานอิ่มต่อไปก็แวะชมกองถ่ายสมเด็จพระนเรศวร อยู่ในค่ายทหารครับ พอดีวันนี้เค้าหยุดกองคนเลยไม่เยอะเท่าไร ค่าบัตรผ่านประตู 100 บาท มีให้ชมหลายจุดเหมือนกัน ถ่ายรูปกันสนุกเลยแหละ อยู่จุดนั้นเกือบ 2 ชม. ขึ้นรถแล้วนั่งยาวถึงออฟฟิศ 6 โมงเย็นครับ…..หมดแรง

IMG_4853IMG_4876

IMG_9695IMG_9611
สรุปทริป
3 ธ.ค. 54 – ออกเดินทาง – เข้าที่พัก
4 ธ.ค. 54 – ล่องเรือชมวิหารจมน้ำ – ขี่ช้างสัมผัสธรรมชาติ – ล่องแพไม้ไผ่ – แม่น้ำซองกาเรีย(ทานอาหาร) – วัดเสาร้อยต้น(พม่า) – ด่านเจดีย์สามองค์ – วัดวังวิเวร์การาม – ร้านอาหาร ซองกาเรีย
5 ธ.ค. 54 – สะพานมอญ – ขนมจีนมอญ – เจดีย์พุทธคยา – ร้านอาหาร ซุ่ยเฮ็ง(ผัดไทไร้เส้น) อ.ลาดหญ้า – กองถ่ายสมเด็จพระนเรศวร

หมายเหตุ

เนื่องจากเจ้าของบล็อกไม่มีกล้องถ่ายรูป (มือถือยังจอขาวดำอยู่เล๊ยง่วง) เลยทำให้ไม่มีภาพ Landscape มาประกอบนะจ๊ะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s